สูงวัย สูงค่า พึ่งพาตนเอง

ปรากฏการณ์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทย คือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14 ประชากรผู้สูงอายุของประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ด้วยประชากรผู้สูงอายุ ร้อยละ 10.5 และ 15.3 ในพ.ศ.2548 และ 2557 ตามลำดับ และคาดว่าจะเพิ่มเป็นร้อยละ 20.5 ในปี 2565 หรือ 1 ใน 5 ของประชากรจะเป็นประชากรผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพหลายด้านมากกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ อาทิ ข้อเข่าเสื่อม การได้ยินฟัน ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2550 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผู้สูงอายุมีปัญหาการได้ยิน ร้อยละ 15.6 มีปัญหาในการมองเห็นร้อยละ 46.3 มีฟันแท้เหลือน้อยกว่า20 ซี่ร้อยละ 48.6 สมองเสื่อม ร้อยละ 5.0 ปัญหาข้อเข่าเสื่อมร้อยละ 9.0 ร้อยละ 41.1 ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 63.1 รับประทานผักสดและผลไม้สดเป็นประจำ ผู้สูงอายุดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอเป็นประจำ คือดื่มวันละไม่ต่ำกว่า 8 แก้ว ร้อยละ 57.0 พฤติกรรมเสี่ยงของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเคี้ยวหมากเป็นประจำ

จากสภาพปัญหาดังกล่าว คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) จัดทำแผนผู้สูงอายุ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2554-2564) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ (2) การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ (3) ระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ (4) การบริหารจัดการเพื่อพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ (5) การประมวลพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุและการติดตามประเมินผล ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ (1) สนับสนุน การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและการคัดกรอง Geriatric Syndromes (2) การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพเชื่อมโยงจากสถานบริการสู่ชุมชน (3) พัฒนาการมีส่วนร่วมของสถานพยาบาลครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังคงมีศักยภาพคือมีภาวะสุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ ควรมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมด้านสุขภาพและการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนสมาชิก และทำประโยชน์ให้กับสังคม ช่วยบรรเทาปัญหาที่เพื่อนผู้สูงอายุเผชิญอยู่ จากประสบการณ์ที่ยาวนานทำให้ชมรมผู้สูงอายุเป็นกลไกลที่สำคัญในการดำเนินงานผู้สูงอายุ ดังนั้นการส่งเสริมและพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ

กรมอนามัยเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จึงได้ถอดบทเรียนชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ “สูงวัย สูงค่า พึ่งพาตนเอง” (Aging Self Care) เพื่อเป็นชุดความรู้การพัฒนาให้แก่ชมรมผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งชุดความรู้นี้ได้จากการจัดการความรู้ (Tacit Knowledge)ที่ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ให้เป็นองค์ความรู้ที่เป็นระบบ (Explicit Knowledge) ง่ายต่อการเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ สามารถใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อการพัฒนาชมรมผู้สูงอายุในชุมชน

กระบวนการจัดการชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ “สูงวัย สูงค่า พึ่งพาตนเอง” (Aging Self Care) ประกอบด้วย 14 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดประเด็น Tacit Knowledge Agenda (TKA) โดยคัดเลือกจาก Mission (Work Instruction) ภารกิจที่ทำและประสบความสำเร็จ ความต้องการของลูกค้า (Customer Needs) มาตรฐาน (Standard) ที่ใช้ในงานผู้สูงอายุBest Practice และStrategic for Change & Growth โดยมีเกณฑ์การเลือกเรื่องที่จะมาจัดการความรู้ ดังนี้คือ เป็นปัญหาที่เร่งด่วน ในการจัดการ ทิศทางของประเทศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงความเป็นไปได้ และความคุ้มค่า พบว่าการพัฒนาชมรมผู้สูงอายุเป็นประเด็นความสำเร็จที่ควรถอดบทเรียนมากที่สุด

ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุKnowledge Objective and Goal) การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุเพื่อรวบรวมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการตนเองของผู้สูงอายุผ่านกระบวนการชมรมผู้สูงอายุ อีกทั้งเป็นแนวทางปฏิบัติในการนำศักยภาพของผู้สูงอายุมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลผู้สูงอายุ ในชุมชน และการพัฒนาสังคมโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

ขั้นตอนที่ 3 การถอดชุดความรู้ เพื่อสร้างแกนความรู้ซึ่งเป็นการบริหารจัดการ Tacit Knowledge ให้เป็น Explicit Knowledge ชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ “สูงวัย สูงค่า พึ่งพาตนเอง” (Aging Self Care)

ประกอบด้วย แกนความรู้ 5 แกน ดังนี้
1) การส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้สูงอายุ (Up Stream)
2) การพัฒนาชมรมและกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (Main Stream)
3) การจัดการคุณค่าเพิ่มจากผู้สูงอายุ (Main Stream)
4) การติดตามและประเมินชมรมผู้สูงอายุและสภาวะด้านสุขภาพ (Main Stream)
5) การสร้างความความยั่งยืนของชมรมผู้สูงอายุในชุมชน (Down Stream)

ขั้นตอนที่ 4 การสร้างแนวปฏิบัติของแกนความรู้ เป็นการค้นหากิจกรรมร่วมของแกนความรู้ในแต่ละแกนความรู้

ขั้นตอนที่ 5 การจัดทำ Knowledge Process Flow (Knowledge Blueprint) เป็นขั้นตอนความรู้แสดงให้เห็นกิจกรรมก่อน – หลัง มีความเชื่อมโยงอย่างมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุดความรู้ย่อย เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรม ผู้รับผิดชอบผลผลิต เห็นกระบวนทั้งหมด (Total View)

ขั้นตอนที่ 6 การกำหนดผลสัมฤทธิ์และการวัดผล ในแต่ละแกนความรู้ต้องมีผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังคือ Output Outcome Impact และการวิธีวัดผลสัมฤทธิ์

ขั้นตอนที่ 7 การทวนสอบความสมบูรณ์ของชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุเป็นการถอดTacit Knowledge to Explicit Knowledge แล้วทำการทวนสอบเอกสารโดยการประชุมกลุ่มรับฟังความคิดเห็นการเชิญผู้เชี่ยวชาญ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณา

ขั้นตอนที่ 8 การอนุมัติชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ โดยจัดทำเป็นรูปเล่มและให้ผู้บริหารลงนามเพื่อนำชุดความรู้ไปสู่การฏิบัติ

ขั้นตอนที่ 9 การจัดระบบชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุสู่การใช้ประโยชน์โดยการสร้าง Brand ความรู้ และจัดทำแผนการตลาดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

ขั้นตอนที่ 10 การสร้างแกนนำผู้เชี่ยวชาญของชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ

ขั้นตอนที่ 11 การสื่อสารเผยแพร่ชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุสู่การเรียนรู้และการปฏิบัติตามหลักการตลาดเพื่อสร้างคุณค่าของชุดความรู้ โดยคำนึงถึงคุณสมบัติ ช่องทางการสื่อสาร และการส่งเสริมการเข้าถึง

ขั้นตอนที่ 12 การเลือกหน่วยปฏิบัติการเพื่อการใช้ประโยชน์ชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุและการดำเนินงาน

ขั้นตอนที่ 13 การติดตามและประเมินผลการใช้ชุดความรู้การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ โดยการจัดทำแผนปฏิบัติการ และติดตามประเมินระหว่างและหลังการใช้ชุดความรู้ ด้านความรู้ ความเข้าใจการแปลงความรู้สู่การปฏิบัติ ความสามารถการจัดการชุดความรู้ให้บรรลุผล ปัญหาอุปสรรคด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์การบริหารจัดการ การตลาด เทคโนโลยี และสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังการใช้ชุดความรู้

ขั้นตอนที่ 14 การสรุปบทเรียน ต่อยอดความรู้สู่คุณค่าที่ยั่งยืน สรุปบทเรียนและพัฒนาศักยภาพในการจัดการความรู้อย่างต่อเนื่องให้ได้ซึ่งบทเรียนของการใช้ชุดความรู้ในการนำมาพัฒนาองค์ความรู้ต่อไป

ทั้งนี้แกนความรู้ทั้ง 5 แกนนี้ ครอบคลุมวัตถุประสงค์ในการที่ชมรมผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาชมรมผู้สูงอายุให้เป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่กับครอบครัว ชุมชนอย่างมีความสุข

รายละเอียด สูงวัย สูงค่า พึ่งพาตนเอง (PDF)